ในยุคโลกาภิวัตน์นี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าภาษาอังกฤษมีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าใครบางคนจะพยายามหลีกหนีภาษาอังกฤษก็ตาม แต่คงเป็นการยากที่คุณจะหลีกเลี่ยงได้ คุณอาจลองสังเกตดูในแต่ละวัน ตั้งแต่ที่คุณลืมตาตื่น คุณอาจจะต้องแปลกใจกับภาษาอังกฤษที่รายล้อมรอบตัวคุณอยู่ตลอดเวลา คุณอาจจะพบเจอคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นร้อยคำในบ้านคุณเอง และในขณะที่คุณเดินทางไปทำงาน คุณอาจจะพบเห็นประโยคภาษาอังกฤษนับสิบโฉบเฉี่ยวผ่านตาไปตามป้ายโฆษณา เพลงสากลตามคลื่นต่างๆที่คลอเข้ามาขณะขับรถ แทรกด้วยการรายงานข่าวเป็นภาษาอังกฤษ และด้วยหน้าที่การงาน คุณอาจจะต้องพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลูกค้าชาวต่างชาติ หรือ เอกสารข้อมูลต่างๆเป็นภาษาอังกฤษ และอย่างน้อยสื่อที่คุณคงไม่พลาดอย่างแน่นอนคือ เมนูภาษาอังกฤษบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ของคุณ อุปกรณ์ที่เป็นเหมือนอวัยวะที่ 33และ 34 ของผู้คนในยุคปัจจุบันดังนั้น เมื่อเราหลีกหนีภาษาอังกฤษบนสื่อต่างๆที่รายล้อมเราไม่ได้ ทำไมเราไม่ลองใช้ประโยชน์จากสื่อเหล่านั้นในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษล่ะคะ
จากหนังสือ ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิต ในศตวรรษที่21ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่มีคุณภาพนั้นมิได้ถูกจำกัดให้เกิดขึ้นภายในสถาบันการศึกษา หรือศูนย์ฝึกอบรมเท่านั้น การเรียนรู้มากมายเกิดขึ้นนอกสถานที่ดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาซึ่งจะเห็นได้จากคนส่วนมากที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ ตัวเลือกแรกที่พวกเขามักจะนึกถึงก็คือการสมัครลงคอร์สเรียนตามสถาบันต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน เนื่องจากมีคนจำนวนไม่น้อยที่มักติดกับทัศนคติที่ว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ยาก และจำเป็นต้องเรียนกับครูสอนภาษาเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเข้าคลาสเรียนภาษาไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลือกเดียวของคุณเท่านั้น คุณสามารถฝึกฝน และเรียนรู้ได้จากสื่อต่างๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลาและที่สำคัญคุณยังสามารถเรียนได้ด้วยตัวคุณเองเชื่อไหมล่ะคะ
ดังนั้นวันนี้ดิฉันจะขอนำเสนอเทคนิค และสื่อต่างๆ ที่คุณสามารถใช้ในการเรียนภาษาอังกฤษง่ายๆด้วยตัวคุณเอง โดยก่อนอื่น คุณต้องเริ่มจากปรับทัศนคติ(Attitude changing)ของคุณซะใหม่ก่อน ว่าคุณสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ด้วยตัวเอง อย่ากลัวที่จะเริ่ม หรือกลัวที่จะผิด ดังที่คุณโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ได้เขียนไว้ในหนังสือ ทำไมคนไทยจึงเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่องสักที ว่า หัวใจในการเรียนภาษาอังกฤษคือ อย่าดูถูกตัวเอง ซึ่งจากประสบการณ์เวลาที่ดิฉันพูดคุยกับนักศึกษา จะเห็นว่าอุปสรรคอันใหญ่หลวงในการเรียนภาษาอังกฤษของพวกเขาคือ ตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะพวกมเขาด้อยโอกาสทางการศึกษา หรือทางสังคม แต่เป็นเพราะความไม่มั่นใจในตัวเองว่าจะทำได้มากกว่า ดังนั้นการเริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติในหัวของคุณเองจะเป็นการค่อยๆสร้างความมั่นใจให้กับคุณด้วย คุณควรเชื่อว่าถ้าคุณมีความมุ่งมั่น คุณต้องทำได้ จากนั้นลองถามตัวคุณเองว่า ภาษาอังกฤษมีความจำเป็นกับคุณอย่างไร (Needs Analysis)ทักษะด้านใดมีความจำเป็นต่อคุณที่สุดไม่ว่าจะเป็น การเขียน การอ่าน การพูด การฟัง ไวยากรณ์ หรือคำศัพท์ และทำไมมันถึงจำเป็นต่อเรา เช่น คุณอาจจำเป็นต้องพูดคุยติดต่อกับลูกค้าต่างชาติ หรือ คุณทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการตอบรับอีเมล์เป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น คุณโกวิทยังแนะนำอีกว่า คนไทยควรเรียนภาษาแบบวิธี สุ-จิ-ปุ-ลิ หรือ แปลเป็นไทยอีกทีว่า ฟัง-คิด-ถาม-เขียน ซึ่งผู้เขียนเปรียบเทียบวิธีการเรียนภาษาไทยของเรา กับภาษาอังกฤษ ว่าเด็กไทยเกิดมาเริ่มเรียนภาษาไทยจากการฟังก่อน แล้วจึงก่อเกิดกระบวนการคิด จากนั้นถึงพูด และเริ่มอ่านออก และเขียนได้ตามลำดับ แต่กลับกันเราเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิบปี แต่พูดไม่ได้สักที โดยผู้เขียนให้ความเห็นว่า คนไทยเรียนภาษาอังกฤษแบบฝืนธรรมชาติกล่าวคือ การถูกสอนให้เขียนตั้งแต่แรก อย่างไรก็ดี ดิฉันเชื่อว่าสำหรับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเริ่มฝึกทักษะใด ก็ควรจะเป็นทักษะที่ผู้เรียนตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ หรือ มีความสนใจที่สุด เพราะจะเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้ผู้เรียนไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้นค่ะ
จากนั้นคุณควรเลือก หนึ่งทักษะ ที่คุณคิดว่าจำเป็นที่สุดก่อน (Goal setting)ซึ่งการตั้งเป้าหมายฝึกฝนทีละอย่างจะทำให้คุณแน่วแน่ และ ไม่เป็นการยากเกินไปสำหรับผู้เริ่มเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง นอกจากนั้น การเริ่มต้นด้วยการมีเป้าหมายที่ชัดเจนยังช่วยให้คุณสามารถประเมินตัวเอง (Self-evaluation)ได้ง่ายในภายหลังด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษดีอยู่แล้ว คุณอาจฝึกฝนพัฒนาทุกทักษะพร้อมๆกันไปก็ได้
เมื่อคุณมีเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษแล้ว ดิฉันขอแนะนำว่าคุณควรจะกำหนดช่วงเวลาที่คุณจะใช้ในการเรียนรู้ฝึกฝน เช่น ภายใน3 เดือน ฉันจะต้องสามารถสนทนากับชาวต่างชาติได้ดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะรู้ได้ คุณไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าให้สูงเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณท้อได้ง่าย ผู้เรียนส่วนใหญ่มักจะตั้งเป้าหมายที่สูงเข้าไว้ และลืมที่จะนึกถึงบันไดแต่ละขั้นที่จะก้าวไปถึงเป้าหมายนั้นด้วย และสุดท้ายก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากเกินไป และท้อในที่สุด ดังนั้น อย่ากลัวและอายที่จะพัฒนาอย่างช้าๆ แม้เพียงทีละก้าวเล็กๆ แต่ก็ยังดีกว่าคุณไม่ได้ก้าวเลย จากที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดจนถึงตอนนี้ ก็คือการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ (Psychological preparation)ของคุณ ซึ่งสำคัญอย่างมากในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง อย่าลืมว่าไม่มีการเรียนรู้ใดเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณไม่เริ่มด้วยตัวคุณเองนะคะ
หลังจากคุณมีความพร้อมทางจิตใจที่อยากจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆแล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาเตรียมความพร้อมทางด้านวิธีการเรียนรู้ (Methodological preparation) กันนะคะ ซึ่งดิฉันจะนำเสนอสื่อต่างๆใกล้ตัวเราที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไปว่าเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการฝึกฝนภาษาอังกฤษของเราได้ง่ายๆ แถมยังสนุกอีกด้วยค่ะ